หัวข้อความรู้

การออกแบบระบบน้ำ


แรงดันโดยนิยาม คือแรงที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ นั่นคือ

$$P = {F \over A}$$

เมื่อ

P คือ แรงดัน หน่วย pascal (pa=N/m2)

F คือ แรง หน่วย newton (N)

A คือ พื้นที่ หน่วย m2

เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจแรงดันน้ำได้ดีขี้น พิจารณาถังน้ำตามรูปข้างล่าง

water tank

ซึ่งมีน้ำบรรจุสูง H เมตร แรงดันที่ก้นถังจะเป็นเท่าไหร่

จากสมการแรงดัน เราต้องหาว่าแรงกดของน้ำที่กันถังต่อหน่วยพื้นที่ก้นถังคือเท่าไหร่

วิธีคิดวิธีหนึ่งคือให้เรามองที่พื้นที่ A ที่ก้นถัง จะเห็นว่าปริมาตรน้ำที่อยู่เหนือพื้นที่ A เป็น H×A ดังนั้น เราจะสามารถคำนวณแรงดันที่ก้นถังได้จากน้ำหนักของน้ำปริมาตร H×A ดังนี้

$$P = {F \over A} = {mg \over A} = {\rho V g \over A} = {\rho H A g \over A}=\rho g H$$

เมื่อ

m คือ มวลของน้ำ หน่วย Kg

g คือ อัตราเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นค่าคงที่ ที่ประมาณ 9.81 m/s2

ρ คือ ความหนาแน่นของน้ำ หน่วย Kg/m3 มีค่าประมาณ 1,000 Kg/m3 ที่น้ำ 4°C (ค่า ρ ของน้ำนี้ จะขี้นกับอุณหภูมิของน้ำ ไดยจะไล่จาก 1,000 Kg/m3 ที่น้ำ 4°C ลงไป ถีง 992 Kg/m3 ที่น้ำ 40°C (ดูค่า ρ ของน้ำที่อุณหภูมิต่างๆได้ที่ตารางล่างสุดในหน้าเวปนี้) จึงถือว่าค่าค่อนข้างคงที่ในช่วงอุณหภูมิน้ำที่ใช้งานทั่วไปในระบบจ่ายน้ำทางการเกษตร)

H คือ ความสูงของน้ำ หน่วยเป็นเมตร (m)

จะเห็นได้ว่าแรงดันของน้ำที่ก้นถังจะขี้นกับความสูงของน้ำในถังเท่านั้น (ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำ)

ดังนั้น จึงมีการนำความสูงของน้ำมาใช้เป็นหน่วยของแรงดันน้ำเช่นกัน โดยเรียกเป็น Head มีหน่วยเป็น เมตรของน้ำ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีถังน้ำบรรจุน้ำสูง 8 เมตร แรงดันของน้ำที่พร้อมให้เรานำมาใช้งาน หากเราเจาะรูที่ก้นถังจะเป็น Head = 8 เมตรของน้ำ ทั้งนี้ เราสามารถหาความสัมพันธ์ระหว่างหน่วย Head (m) กับ Pascal ได้จากสมการด้านบนดังนี้คือ

$$ H = {P \over \rho g}$$

นอกจากนี้ อีกหนึ่งหน่วยของแรงดันที่ควรรู้จัก เพราะมีการใช้งานที่แพร่หลาย คือ หน่วย bar โดยมีความสัมพันธ์กับหน่วย pascal ดังนี้

$$ 1 \;bar = 10^5 \;pascal $$

สิ่งที่เราควรจดจำได้ในการออกแบบระบบน้ำทั่วไปคือ Head น้ำหนึ่งเมตร เท่ากับประมาณ กี่ bar

ถ้าเราลองคำนวณที่ น้ำ 20°C ซึ่งมีความหนาแน่น 998.2 Kg/m3 เราจะได้ แรงดันของ Head 1 เมตร เป็น

$$P = \rho g H = 998.2 \times 9.81 \times 1 = 9,792 \;pascal $$ $$= {9,792 \over 10^5} \;bar = 0.09792 \;bar$$

นั่นคือ Head 1 m ของน้ำ (20°C) จะเทียบเท่ากับแรงดันประมาณ 0.098 bar หรือ ประมาณคร่าวๆ ได้ เป็น 0.1 bar

โดยทั่วไป วิธีคิดง่ายๆก็คือ

  • Head น้ำ 1 เมตร จะเทียบเท่ากับแรงดันประมาณ 0.1 bar
  • Head น้ำ 10 เมตร จะเทียบเท่ากับแรงดันประมาณ 1 bar

การคำนวณจะแยกเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ในระบบไม่มีแรงเสียดทาน และในกรณีที่ระบบมีแรงเสียดทาน


การคำนวณแรงดันของน้ำจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในระบบที่ไม่มีแรงเสียดทาน

ในที่นี้เราจะพิจารณาระบบน้ำระบบหนึ่ง ตามสมมติฐานด้างล่างนี้

  • 1. น้ำเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด (นั่นคือน้ำทุกจุดในระบบต่อเนื่องถึงกันหมด)
  • 2. น้ำไม่สามารถถูกบีบให้เล็กลงได้ (incompressible liquid)
  • 3. ไม่มีแรงเสียดทานต่อการไหลของน้ำในระบบ

ในกรณีนี้หากเราทราบแรงดันของน้ำ ณ. จุดหนึ่ง เราจะสามารถหาแรงดันของน้ำ ณ. อีกจุดหนี่งได้จาก Bernoulli Equation

$${\upsilon_1^2 \over 2 g} + {P_1 \over \rho g} + Z_1 = {\upsilon_2^2 \over 2 g} + {P_2 \over \rho g} + Z_2$$

เมื่อ

υ คือ อัตราเร็วของการไหลของน้ำ (m/s)

Z คือ ความสูงของน้ำเทียบกับจุดอ้างอิง (m)

โดยเราสามารถเขียนสมการนี้ในรูปของ Head ได้้เป็น

$${\upsilon_1^2 \over 2 g} + H_1 + Z_1 = {\upsilon_2^2 \over 2 g} + H_2 + Z_2$$

จะเห็นได้ว่า ในการใช้สมการดังกล่าว เราต้องทราบอัตราเร็วในการไหลของน้ำ ซึ่งจะสามารถคำนวณได้จากอัตราไหลของน้ำและพื้นที่หน้าตัดของน้ำ ณ. จุดที่สนใจ ทั้งนี้เราจะคำนวณจากกรณีที่ทั่วไปที่สุด คือการไหลของน้ำเต็มท่อสายส่ง ที่มีอัตราไหลของน้ำ Q (m3/s) และพื้นที่หน้าตัดของท่อ A (m2) ซึ่งจะได้ว่า

$$υ = {Q \over A}$$

ตัวอย่างที่ 1: การคำนวณแรงดันของน้ำในระบบไร้แรงเสียดทาน

example1

คำนวณหาแรงดัน ณ.จุดที่ 2

ในที่นี้จะใช้ สมการ Bernoulli ในรูปของ Head ดังนี้

$${\upsilon_1^2 \over 2 g} + H_1 + Z_1 = {\upsilon_2^2 \over 2 g} + H_2 + Z_2$$ $$H_2 = {\upsilon_1^2 - \upsilon_2^2 \over 2 g} + H_1 + Z_1 - Z_2$$

สำหรับ น้ำ 20°C จะสามารถคำนวณ Head ณ. จุดที่ 1 ได้เป็น

$$H_1={4 \over 0.098}= 40.8 m$$

คำนวณหาอัตราเร็วของน้ำ ณ. จุดที่ 1 ได้ดังนี้

$$\upsilon_1 = {Q_1 \over A_1} ={Q_1 \over π{\left(D_1 \over 2 \right)}^2}={\frac{3}{3600} \over π \left({\frac{57.2}{1000} \over 2} \right)^2} = 0.324 \frac{m}{s}$$

เนื่องจากไม่มีการสูญเสียน้ำไปที่อื่นระหว่างจุดที่ 1 และจุดที่ 2 อัตราไหลของน้ำ ณ. จุดที่ 2 จะต้องเท่ากันกับ ณ. จุดที่ 1 เพราะฉะนั้น เราจะสามารถคำนวณหาอัตราเร็วของน้ำ ณ. จุดที่ 2 ได้ดังนี้

$$\upsilon_2 = {Q_2 \over A_2} ={Q_2 \over π{\left(D_2 \over 2 \right)}^2}={\frac{3}{3600} \over π \left({\frac{27.2}{1000} \over 2} \right)^2} = 1.434 \frac{m}{s}$$

และจะสามารถคำนวณหา Head ณ.จุดที่ 2 ได้จาก

$$H_2 = {0.324^2 - 1.434^2 \over 2 \times 9.81} + 40.8 + 1- 3$$ $$= 38.7 m$$

หรือคิดเป็น bar จะได้

$$P_2= 38.7 \times 0.098 = 3.79 bar$$

การคำนวณแรงดันของน้ำจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งโดยคำนึงถึงแรงเสียดทาน

โดยทั่วไปแล้วนั้น การไหลของน้ำในท่อจะก่อให้เกิดแรงเสียดทานในระดับที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย โดยยิ่งถ้าผิวท่อด้านในมีความหยาบมาก แรงเสียดทานจะยิ่งมากขี้น และในขณะเดียวกัน ถ้าน้ำในท่อมีอัตราเร็วมากขี้น ผลจากแรงเสียดทานก็จะเพิ่มมากขี้นด้วย

ในการคำนวณแรงดัน ณ. จุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในระบบ เรายังคงสามารถใช้สมการ Bernoulli ในหัวข้อที่แล้วได้ แต่จำเป็นต้องมีการนำการสูญเสียแรงดัน Head loss (หรือการสูญเสียพลังงาน) ที่เกิดจากแรงเสียดทานรวมเข้าด้วย

โดยถ้าแรงดันสูญเสียจากการไหลจากจุดที่ 1 ไป จุดที่ 2 ในรูป Head loss คือ ΔH12 เราจะสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

$${\upsilon_1^2 \over 2 g} + H_1 + Z_1 = {\upsilon_2^2 \over 2 g} + H_2 + Z_2 + ΔH_{12}$$

แรงดันสูญเสียในระบบน้ำโดยหลักๆแล้ว ประกอบด้วย

  • A. แรงดันสูญเสียที่เกิดจากการไหลในท่อ
  • B. แรงดันสูญเสียที่เกิดจากการไหลผ่าน fittings, valves หรืออุปกรณ์ต่างๆ

A. การคำนวณ Head loss ที่เกิดจากการไหลในท่อ

สำหรับท่อที่มีคุณสมบัติไม่เปลี่ยนแปลงตามตำแหน่งตามยาวของท่อ Head loss จะแปรผันตรงกับความยาวของท่อที่น้ำต้องไหลผ่าน ตามสมการ

$$ ΔH_{12,pipe} = J_{Q,pipe} \times L_{12}$$

โดย

ΔHQ,pipe คือ Head loss จากการไหลจากจุดที่ 1 ไป จุดที่ 2

JQ,pipe คือ การสูญเสียพลังงาน (ไม่มีหน่วย) ซึ่งจะเป็นค่าเฉพาะตัวของท่อนั้นๆ ที่อัตราไหลหนึ่งๆ

L12 คือ ความยาวของท่อจากจุดที่ 1 ไป จุดที่ 2

จุดสำคัญในการคำนวณหา Head loss ที่เกิดจากการไหลของท่อ จึงเป็นการหา JQ,pipe ของท่อนี้ให้ได้ ซึ่งจะเป็นหัวข้อหลักที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

การหาค่าของ JQ,pipe

มี 2 วิธีหลักๆ คือ 1. ดูจากแผนภูมิ และ 2. คำนวณจากสมการ

1. หาค่า JQ,pipe จากแผนภูมิ

ในที่นี้ ได้แสดงตัวอย่างของแผนภูมิ เป็นสามตัวอย่าง ดังนี้

แผนภูมิ JQ,pipe ตัวอย่าง A*

pipe head loss chart A
*Source: http://www.vinidex.com.au/technical/pe-pressure-pipe/hydraulic-design-for-pe-pipes/

แผนภูมิ JQ,pipe ตัวอย่าง B**

pipe head loss chart B
**Orignial document: --LINK--

แผนภูมิ JQ,pipe ตัวอย่าง C***

pipe head loss chart C
***Source: http://helid.digicollection.org/fr/d/Js2974e/6.12.html แต่มีการแก้ไขหน่วย m/100mm ของแกน y ให้เป็น 1/100m ในหน้าเวปนี้

ในบางครั้งผู้ผลิตอาจระบุ JQ,pipe ในรูปของแรงดันสูญเสีย/ความยาวในหน่วยอื่นๆ ซึ่งเราก็สามารถแปลงเป็น JQ,pipe ในรูปที่ไม่มีหน่วยได้ โดยเปลี่ยนแรงดันให้อยู่ในรูป Head (m) ก่อน

ในบางกรณี ทางผู้ผลิตอาจมิได้มีข้อมูล JQ,pipeให้ จึงอาจจำเป็นต้องหาแผนภูมิที่ทราบว่ามีการใช้วัสดุและวิธีการผลิตที่ใกล้เคียงกัน หรืออาจคำนวณเองจากสมการตามหัวข้อต่อไป

2. หาค่า JQ,pipe โดยใช้สมการ

สมการที่ใช้ในการคำนวณ JQ,pipe มี 2 สมการหลักๆ คือสมการ Hazen-Williams และ สมการ Darcy-Weisbach

  • 2.1 สูตรของ Hazen-Williams

  • สมการของ Hazen-Williams เป็นสูตร empirical ซึ่งจะคำนวณได้ง่ายกว่าสมการของ Darcy-Weisbach แต่มีข้อกำหนดในการใช้ คือ ท่อควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางภายในมากกว่า 3 นิ้ว และมีอัตราไหลไม่ต่ำกว่า 11.3 m3/hr (50 gpm)

    สมการของ Hazen-Williams เขียนได้ดังนี้

    $$J_{Q,pipe} = 10.23 \left( \frac {Q} {C} \right)^{1.85} D^{-4.8655} $$

    โดย

    Q คือ อัตราไหล (m3/s)

    C คือ roughness coefficient (ไม่มีหน่วย)

    D คือ เส้นผ่านศูนย์กลางภายในของท่อ (m)

    ค่าของ C ของวัสดุท่อชนิดต่างๆ มีดังนี้ (ข้อมูลจาก The Engineering ToolBox:--LINK--)

    ตารางแสดงค่า Hazen-Williams Coefficient (C)

    Material Hazen-Williams Coefficient (C)
    ABS - Acrylonite Butadiene Styrene
    130
    Aluminum
    130 - 150
    Asbestos Cement
    140
    Asphalt Lining
    130 - 140
    Brass
    130 - 140
    Brick sewer
    90 - 100
    Cast-Iron - new unlined (CIP)
    130
    Cast-Iron 10 years old
    107 - 113
    Cast-Iron 20 years old
    89 - 100
    Cast-Iron 30 years old
    75 - 90
    Cast-Iron 40 years old
    64-83
    Cast-Iron, asphalt coated
    100
    Cast-Iron, cement lined
    140
    Cast-Iron, bituminous lined
    140
    Cast-Iron, sea-coated
    120
    Cast-Iron, wrought plain
    100
    Cement lining
    130 - 140
    Concrete
    100 - 140
    Concrete lined, steel forms
    140
    Concrete lined, wooden forms
    120
    Concrete, old
    100 - 110
    Copper
    130 - 140
    Corrugated Metal
    60
    Ductile Iron Pipe (DIP)
    140
    Ductile Iron, cement lined
    120
    Fiber
    140
    Fiber Glass Pipe - FRP
    150
    Galvanized iron
    120
    Glass
    130
    Lead
    130 - 140
    Metal Pipes - Very to extremely smooth
    130 - 140
    Plastic
    130 - 150
    Polyethylene, PE, PEH
    140
    Polyvinyl chloride, PVC, CPVC
    150
    Smooth Pipes
    140
    Steel new unlined
    140 - 150
    Steel, corrugated
    60
    Steel, welded and seamless
    100
    Steel, interior riveted, no projecting rivets
    110
    Steel, projecting girth and horizontal rivets
    100
    Steel, vitrified, spiral-riveted
    90 - 110
    Steel, welded and seamless
    100
    Tin
    130
    Vitrified Clay
    110
    Wrought iron, plain
    100
    Wooden or Masonry Pipe - Smooth
    120
    Wood Stave
    110 - 120

    *อย่างไรก็ดี ควรมีความระมัดระวังในการเลือกใช้ค่า C เพราะ คุณสมบัติของท่อ ขี้นอยู่ไม่น้อยกับคุณภาพในการผลิต

  • 2.2 สูตรของ Darcy-Weisbach

  • เป็นสมการดังนี้

    $$J_{Q,pipe} = {8 f Q^2 \over \pi^2 D^5 g}$$

    โดย

    Q คือ อัตราไหล (m3/s)

    f คือ Darcy friction factor (ไม่มีหน่วย)

    D คือ เส้นผ่านศูนย์กลางภายในของท่อ (m)

    g คือ อัตราเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก

    ข้อสำคัญในการใช้สมการ Darcy-Weisbach คือ ต้องทราบค่า Darcy friction factor (f) ก่อน ซึ่งวิธีการหา f นี้ จะมี 2 วิธีหลัก คือใช้แผนภูมิ หรือใช้สมการ แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีใด เราจำเป็นต้องทราบ Reynolds number (Re) ซึ่งเป็นค่าที่บ่งบอกลักษณะการไหลของของเหลวเสียก่อน

    ตัวเลข Reynolds คำนวณได้จากสมการ

    $$Re={\rho \upsilon D \over \mu} $$

    โดย

    Re คือ Reynolds number (ไม่มีหน่วย)

    ρ คือ ความหนาแน่นของน้ำ (Kg/m3)

    υ คือ อัตราเร็วของการไหลของน้ำ (m/s)

    D คือ เส้นผ่านศูนย์กลางภายในของท่อ (m)

    μ คือ ความหนืดเชิงไดนามิค dynamic visocity (Pa·s)

    ความหนืดเชิงไดนามิคของน้ำที่อุณหภูมิต่างๆ สามารถดูได้ที่ตารางล่างสุดในหน้าเวปนี้

    เมื่อคำนวณ ค่า Reynolds numberได้แล้ว จะสามารถทราบลักษณะการไหลของน้ำในท่อได้ ดังนี้

    ตารางแสดงรูปแบบการไหลที่ค่า Reynolds number ต่างๆ

    Re≤2,100 Laminar Flow
    2,100<Re<4,000 Transition Flow
    Re≥4,000 Turbulence Flow

    หลังจากทราบค่า Reynolds number เราจะหาค่า Darcy friction factor ได้ดังนี้

    • 2.2.1 การหา Darcy friction factor จาก Moody Diagram
    • พิจารณา Moody Diagram ข้างล่างนี้

      แผนภูมิ Moody****

      Moody diagram
      ****source=http://en.wikipedia.org/wiki/Moody_chart

      จะเห็นได้ว่า เราจำเป็นต้องทราบความหยาบของผิววัสดุด้านในของท่อ คือ ε (m) แล้วนำไปหารด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายในของท่อ D (m) เพื่อให้ได้ ความหยาบเชิงอ้างอิง (relative roughness) ก่อน เพื่อนำไปอ่านค่าในแผนภูมิต่อไป

      โดยหากไม่ทราบความหยาบภายในของท่อ ก็สามารถอ้างอิงได้จาก ที่นี่ แต่ก็ควรมีความระมัดระวังในการใช้ เพราะคุณสมบัติของท่อขี้นอยู่ไม่น้อยกับคุณภาพการผลิต

      ข้อสังเกต หากการไหลยังเป็น laminar ความหยาบภายในของผิวท่อจะไม่มีผลต่อค่า friction factor แต่อย่างใด

    • 2.2.2 การหา Darcy friction factor จากสมการ
    • ในกรณีนี้ สมการที่ใช้จะขี้นอยู่กับว่า การไหลเป็นแบบใด ดังนี้

      • 2.2.2.1 การไหลแบบ laminar (Re≤2,100)
      • ในกรณีนี้ Darcy friction factor จะคำนวณ ได้จาก

        $$f = \frac{64}{Re} $$

        ซึ่งจะไม่ขี้นกับความหยาบภายในของผิววัสดุด้านในของท่อ

      • 2.2.2.2 การไหลในช่วง Transition (2,100<Re<4,000)
      • เนื่องจากการไหลในช่วงนี้ คาดคะเนได้ยาก จีงไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ว่าควรจะใช้สมการใด อย่างไรก็ดี สำหรับการออกแบบ แนะนำให้ใช้สมการของช่วง Turbulence จะปลอดภัยกว่า

      • 2.2.2.3 การไหลแบบ Turbulence (Re≥4,000)

      สูตรที่ใช้ในการคำนวณหา Darcy friction factor ในกรณีนี้ คือสมการ Colebrook–White

      $$ \frac{1}{\sqrt f}=-2 log \left(\frac{\epsilon}{3.7D} + \frac{2.51}{Re \sqrt f} \right)$$

      โดย

      f คือ Darcy friction factor (ไม่มีหน่วย)

      Re คือ Reynolds number (ไม่มีหน่วย)

      ε คือ ความหยาบของผิววัสดุด้านในของท่อ (m)

      D คือ เส้นผ่านศูนย์กลางภายในของท่อ (m)

      จะเห็นได้ว่าสมการข้างต้นนี้ จะไม่สามารถคำนวณออกได้โดยตรงโดยที่ไม่ใช้ iteration ดังนั้น ในที่นี้ จะแนะนำให้ใช้สมการที่เป็นการประมาณ แต่มีความแม่นยำสูงโดยไม่จำเป็นต้องใช้ iteration ทั้งนี้ จะมีสมการหลายชุดด้วยกันที่สามารถใช้ประมาณได้ แต่ในที่นี้จะแนะนำเพียงสมการของ Goudar-Sonnad ซึ่งเป็นกลุ่มสมการข้างล่างนี้

      $$a=\frac{2}{ln(10)}$$ $$b=\frac{\epsilon \over D}{3.7}$$ $$d=\frac{ln(10) Re}{5.02}$$ $$s=bd+ln(d)$$ $$q=s^{\frac {s} {s+1}}$$ $$g=bd+ln \frac{d}{q}$$ $$z=ln \frac {q} {g}$$ $$D_{LA}=z \frac {g} {g+1}$$ $$D_{CFA}=D_{LA} \left( 1+\frac{z \over 2} {(g+1)^2 + {z \over 3} (2 g - 1)}\right)$$ $$f=\left[ a \left( ln \frac{d}{q} + D_{CFA} \right)\right] ^ {-2}$$

      โดย

      f คือ Darcy friction factor (ไม่มีหน่วย)

      Re คือ Reynolds number (ไม่มีหน่วย)

      ε คือ ความหยาบของผิววัสดุด้านในของท่อ (m)

      D คือ เส้นผ่านศูนย์กลางภายในของท่อ (m)

เนื่องจากขั้นตอนในการคำนวณ Head loss ของท่อค่อนข้างจะมีหลายวิธี จึงขอสรุปเป็นแผนภูมิ เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนได้ง่ายขึ้น ดังนี้

flow chart for Jpipe calculation

B. แรงดันสูญเสียที่เกิดจากการไหลผ่าน fittings, valves หรืออุปกรณ์ต่างๆ

การคำนวณ Head loss ที่เกิดจากการไหลผ่าน fittings, valves หรืออุปกรณ์ต่างๆ โดยทั่วไป สามารถคำนวณหาได้จาก

$$ΔH_{local} = \frac{K \upsilon ^ 2}{2g}$$

โดย

ΔHlocal คือ Head loss ที่เกิดจากการไหลผ่านอุปกรณ์หนึ่งๆ (m)

K คือ ค่าคุณสมบัติของการสูญเสียแรงดันของอุปกรณ์นั้นๆ (ไม่มีหน่วย)

υ คือ ความอัตราเร็วของการไหลของน้ำ (m/s)

ทั้งนี้ ค่า K อาจสามารถทราบได้จากการสอบถามทางผู้ผลิต หรือจากการทำการทดสอบเอง


C. การคำนวณ Head loss รวม

เมื่อทราบ Head loss จากจุดต่างๆที่น้ำไหลผ่านแล้ว เราจะสามารถคำนวณหา Head loss รวมที่เกิดจากการไหลจากจุดที่ 1 ไปจุดที่ 2 ได้ โดยเพียงนำ Headloss ทั้งหมดมาบวกรวมกัน

ตัวอย่างที่ 2: การคำนวณแรงดันของน้ำในระบบโดยคำนึงถึงแรงเสียดทาน

ใช้ข้อมูลจากตัวอย่างที่ 1 ลองคำนวณโดยคำนึงถึงแรงเสียดทานจากการไหลในท่อ โดยเปรียบเทียบการใช้ 2 วิธี

  • a)ใช้ JQ,pipe จากแผนภูมิตัวอย่าง C สำหรับท่อ PE
  • b)ใช้ สมการ Darcy-Weisbach โดยใช้ค่าความหยาบผิวในของวัสดุเป็น ε เท่ากับ 0.015mm

ในที่นี้ เราจะหา Head loss ที่เกิดจากการไหลผ่านท่อ 63mm และในส่วนที่เกิดจากการไหลผ่านท่อ 32mm แล้วนำมารวมกันเพื่อให้ได้ ΔH12

a) ใช้แผนภูมิ JQ,pipe ตัวอย่าง C

จะเห็นว่าในแผนภูมิ JQ,pipe ตัวอย่าง C จะมีการบอกอัตราไหลในหน่วย l/s ดังนั้น เราต้องแปลงอัตราไหลจากหน่วย m3/hr เป็น l/s ได้ดังนี้

$$ Q(l/s) = {3 \times 1000 \over 3600} = 0.833 $$

จากนั้นจึงนำไปอ่านค่า JQ,pipe จาก แผนภูมิตัวอย่าง C โดยดูที่ตำแหน่งแกน x ที่ค่า 0.833 ไล่ไปหา เส้นกราฟของท่อ PE 63 mm จะได้ว่าที่แกน y ค่า JQ,pipe จะอยู่ที่ประมาณ 0.45 m/100m และสำหรับท่อ PE 32 mm จะได้ว่าที่แกน y ค่า JQ,pipe จะอยู่ที่ประมาณ 10 m/100m

เมื่อทราบค่า JQ,pipe แล้ว เราจะหาค่า ΔH ในแต่ละท่อได้ดังนี้

$$ΔH_{63mm}=J_{Q_1,63mm}×L_{63mm}=\frac{0.45}{100} \times 100 = 0.45 m$$ $$ΔH_{32mm}=J_{Q_2,32mm}×L_{32mm}=\frac{10}{100} \times 50 = 5 m$$

และจะได้ว่า

$$ΔH_{12}=ΔH_{63mm}+ΔH_{32mm}=0.45+5=5.45m$$

เราสามารถนำค่า ΔH12 ไปหักลบออกจากคำตอบเดิมจากตัวอย่างที่ 1 เพื่อหา Head ที่จุดที่ 2 ได้ ซึ่งจะได้ว่า

$$H_2=38.7-5.45=33.25m$$

หรือคิดเป็น bar จะได้

$$P_2= 33.25 \times 0.098 = 3.26 bar$$

b) ใช้สมการ Darcy-Weisbach

เราจะเริ่มโดยการหา Reynolds number ของแต่ละช่วงก่อน โดยสำหรับน้ำ 20°C ค่าความหนาแน่นจะอยู่ที่ 998.2 Kg/m3 และค่าความหนืดเชิงไดนามิคจะอยู่ที่ 1.002x10-3 Pa-s และเนื่องจากเราได้หาอัตราเร็วของการไหลของน้ำมาแล้วในตัวอย่างที่ 1 ของทั้งสองช่วงท่อ เราจะสามารถนำมาใช้คำนวณหา Reynolds number ได้ทันที จาก

$$Re_{63mm}={\rho \upsilon_{63mm} D_{in,63mm} \over \mu}={998.2 \times 0.324 \times \frac{57.2}{1000} \over 1.002 \times 10^{-3}}=18463 $$ $$Re_{32mm}={\rho \upsilon_{32mm} D_{in,32mm} \over \mu}={998.2 \times 1.434 \times \frac{27.2}{1000} \over 1.002 \times 10^{-3}}=38857 $$

เนื่องจากค่าทั้งสองมากกว่า 4000 เราจึงทราบได้ว่า การไหลในท่อของทั้งสองช่วงเป็นแบบ Turbulence

ต่อไป จะเป็นการคำนวณหา Darcy fraction factor (f) โดยใช้ Moody diagram ซึ่งเราจำเป็นต้องคำนวณหาความหยาบเชิงอ้างอิงก่อน โดยตามที่โจทย์บอกให้ใช้ ε เท่ากับ 0.015mm เราจะคำนวณหาความหยาบเชิงอ้างอิงของแต่ละช่วงได้ดังนี้

$${\epsilon \over D_{in,63mm}}={0.015 \over 57.2}=2.62 \times 10^{-4}$$ $${\epsilon \over D_{in,32mm}}={0.015 \over 27.2}=5.51 \times 10^{-4}$$

ทั้งนี้เมื่อเราทราบค่า Reynolds number และ ค่าความหยาบเชิงอ้างอิงแล้ว ก็จะสามารถนำไปอ่านค่า f จาก Moody diagram ได้ ซึ่งจะได้ว่าค่า f อยู่ที่ประมาณ 0.027 และ 0.024 สำหรับ ท่อ 63mm และ 32mm ตามลำดับ

เมื่อทราบ f แล้ว เราจะสามารถหา JQ,pipe ได้จากสมการ Darcy-Weisbach ดังนี้

$$J_{Q_1,63mm} = {8 f_{63mm} Q_1^2 \over \pi^2 D_{in,63mm}^5 g} = {8 \times 0.027 \times \left( \frac{3}{3600} \right)^2 \over \pi^2 \left( \frac{57.2}{1000}\right)^5 \times 9.81}$$ $$=2.53 \times 10^{-3}$$ $$J_{Q_2,32mm} = {8 f_{32mm} Q_2^2 \over \pi^2 D_{in,32mm}^5 g} = {8 \times 0.024 \times \left( \frac{3}{3600} \right)^2 \over \pi^2 \left( \frac{27.2}{1000}\right)^5 \times 9.81}$$ $$=9.25 \times 10^{-2}$$

เพราะฉะนั้น เราจะหาค่า ΔH ในแต่ละท่อได้ดังนี้

$$ΔH_{63mm}=J_{Q_1,63mm}×L_{63mm}=2.53 \times 10^{-3} \times 100 = 0.25 m$$ $$ΔH_{32mm}=J_{Q_2,32mm}×L_{32mm}=9.25 \times 10^{-2} \times 50 = 4.63 m$$

และจะได้ว่า

$$ΔH_{12}=ΔH_{63mm}+ΔH_{32mm}=0.25+4.63=4.88m$$

ซึ่งเราสามารถนำค่า ΔH12 ไปหักลบออกจากคำตอบเดิมจากตัวอย่างที่ 1 เพื่อหา Head ที่จุดที่ 2 ได้ ซึ่งจะได้ว่า

$$H_2=38.7-4.88=33.82m$$

หรือคิดเป็น bar จะได้

$$P_2= 33.82 \times 0.098 = 3.31 bar$$

เมื่อเราทราบแรงดันที่หัวจ่าย เราจะสามารถคำนวณอัตราจ่ายน้ำของหัวจ่ายได้ตามสมการ

$$Q_d = K_d H_d^x $$

โดย

Qd คืออัตราไหลของน้ำที่หัวจ่าย (m3/s)

Kd คือ ค่าคงที่ของการจ่ายน้ำของอุปกรณ์นั้นๆ

x คือ ค่าคงที่ exponent ของการจ่ายน้ำของอุปกรณ์นั้นๆ ไม่มีหน่วย มีค่า 0 ถึง 1

Hd คือ Head ณ. หัวจ่าย (m)

ทั้งนี้ ค่า Kd และ x เป็นค่าคุณสมบัติของหัวจ่าย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทราบได้จากทางผู้ผลิต หรือจากการทำการทดสอบเอง

จากสมการ จะเห็นได้ว่า x เป็นค่าสำคัญที่จะบ่งบอกว่าอัตราไหลของหัวจ่ายนั้นๆ ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของแรงดันที่หัวจ่ายมากน้อยเพียงใด ถ้า x เข้าใกล้ 0 แสดงว่าหัวจ่ายนั้นมีความเสถียรในปริมาณน้ำที่จ่ายในภาวะที่แรงดันที่หัวจ่ายเปลี่ยนแปลง ในทางตรงกันข้าม ถ้า x เข้าใกล้ 1 แสดงว่าหัวจ่ายนั้นมีอัตราจ่ายน้ำแปรผันตรงกับแรงดันที่หัวจ่าย โดย ค่า x ของ หัวฉีด (nozzle) ทั่วไป เช่น สปริงเกลอร์ (sprinkler) จะมีค่าอยู่ที่ประมาณ 0.5

ในหลายครั้ง การต่อระบบน้ำมักจะต้องเกี่ยวข้องกับการต่อหัวจ่ายชนิดเดียวกันมากกว่าหนี่งหัว ณ. จุดต่างๆในระบบ และมักต้องการให้มีอัตราจ่ายน้ำของแต่ละหัวจ่ายใกล้เคียงกันเพื่อความทั่วถึงในการรดน้ำในบริเวณกว้าง ซึ่งในกรณีนี้ เราจะลองเปรียบเทียบการจ่ายน้ำของหัวจ่ายน้ำชนิดหนึ่ง ที่แรงดัน H1 และ H2 โดยใช้สมการด้านบน ซึ่งจะได้ว่า

$$\frac{Q_{d,2}}{Q_{d,1}}=\frac{K_d H_{d,2}^x}{K_d H_{d,1}^x}$$ $$\frac{Q_{d,2}}{Q_{d,1}}=\left( \frac{H_{d,2}}{H_{d,1}} \right) ^x$$

ดังที่ได้กล่าวข้างต้น ในกรณีของสปริงเกลอร์ทั่วไป ค่า x จะอยู่ที่ประมาณ 0.5 นั่นคือ

$$\frac{Q_{d,2}}{Q_{d,1}}=\left(\frac{H_{d,2}}{H_{d,1}}\right)^{0.5} \space \space สปริงเกลอร์$$

ดังนั้น หากเราต้องการให้อัตราไหลของแต่ละหัวจ่ายต่างกันที่ ไม่เกิน 10% โดยยกตัวอย่างเช่นในกรณีที่ Qd,2 เป็น 90% ของ Qd,1 พอดี จะได้ว่า

$$\frac{Q_{d,2}}{Q_{d,1}}=0.9=\left(\frac{H_{d,2}}{H_{d,1}}\right)^{0.5}$$ $$\frac{H_{d,2}}{H_{d,1}}=0.9^2=0.81$$

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าเราต้องการให้อัตราไหลของหัวจ่าย ณ. จุดที่ 1 และ จุดที่ 2 ต่างกันไม่เกิน 10% เราต้องควบคุมแรงดันที่หัวจ่ายให้ต่างกันประมาณไม่เกิน 20% และนี่เป็นที่มาของหลักการในการออกแบบระบบน้ำที่ใช้กันทั่วไป ที่จะพยายามออกแบบระบบให้หัวจ่ายแต่ละตัวในระบบ เห็นแรงดันต่างกันประมาณไม่เกิน 20% อย่างไรก็ดี ในกระบวนการผลิตหัวจ่าย อาจไม่สามารถควบคุมให้ Kd ของหัวจ่ายทุกตัวเท่ากันได้ ดังนั้น ในการออกแบบระบบน้ำ จึงอาจต้องควบคุมให้แรงดันต่างของแต่ละหัวจ่ายต่ำกว่า 20% บ้าง

ในการออกแบบระบบน้ำ หลายครั้งเช่นกันที่จะมีการใช้ท่อที่มีหัวจ่ายแบบเดียวกัน ติดตั้งที่ระยะห่างเท่าๆกันตามแนวยาวของท่อ (ระบบ manifold) ดังแสดงในรูปข้างล่างนี้

manifold

ลักษณะที่ควรทราบของระบบ manifold ดังกล่าว มีดังนี้

  • อัตราไหลจากต้นท่อไปจนถึงปลายท่อจะลดลงเรื่อยๆ (เพราะน้ำค่อยๆถูกจ่ายไปแต่ละหัวจ่าย)
  • Head loss ต่อความยาวท่อจะลดลงเรื่อยๆเพราะอัตราไหลในท่อค่อยๆลดลง
  • หากหัวจ่ายมีลักษณะการจ่ายน้ำแบบหัวฉีดหรือสปริงเกลอร์ จะพบว่า
    • แรงดันของแต่ละหัวจ่าย จะลดลงในช่วง 40% แรกของความยาวท่อ เร็วกว่าในช่วง 60% ที่เหลือ
    • อัตราไหลของแต่ละหัวจ่าย จะลดลงในช่วง 40% แรกของความยาวท่อ เร็วกว่าในช่วง 60% ที่เหลือ
    • หัวจ่ายที่มีแรงดันและอัตราไหลเป็นค่าเฉลี่ยของทั้งสายจะอยู่ที่ระยะประมาณ 40% ของความยาวสายนับจากต้นทาง
    • 3/4 ของ Head loss ในสายจะเกิดอยู่ที่ประมาณ 40% แรกของความยาวสาย

วิธีการคำนวณ Head loss ในระบบ manifold

เราสามารถคำนวณได้จากสมการข้างล่างนี้คือ

$$ ΔH_{12,manifold} = F ΔH_{12,pipe} $$

โดย

ΔH12,manifold คือ Head loss จากต้นถึงปลาย manifold (m)

F คือ ค่าตัวคูณลดของระบบ manifold เทียบกับ ถ้าน้ำทั้งหมดไหลจากต้นทางไปออกที่ปลายทางโดยไม่มีจุดจ่ายระหว่างทาง

ΔH12,pipe คือ Head loss จากต้นถึงปลายท่อ (m) โดยคิดว่าน้ำทั้งหมดที่ส่งเข้าสาย (Qtotal) ไหลผ่านท่อทั้งหมด (ราวกับไม่มีหัวจ่ายระหว่างทาง)

โดยสามารถคำนวณ F ได้จากสมการ

$$F=\frac{1}{m+1}+\frac{1}{2N}+\frac{\sqrt{m-1}}{6N^2}$$

เมื่อ

m คือค่าคงที่ที่ขึ้นกับลักษณะของหัวจ่าย โดยปกติจะใช้ที่ค่า 1.85, 1.9, หรือ 2.0

N คือจำนวนหัวจ่าย

สำหรับระบบสปริงเกลอร์ ทั่วไป สามารถใช้ m=2 ได้ และทั้งนี้ สมการดังกล่าวคำนวณโดยคิดว่าจุดจ่ายจุดแรกห่างจากทางเข้า manifold เท่ากับระยะห่างระหว่างหัวจ่าย (S) ตามรูปภาพที่แสดงข้างต้น

การออกแบบระบบน้ำจะเกี่ยวข้องกับการเลือกและวางตำแหน่งอุปกรณ์ระบบน้ำต่างๆเช่น ปัมป์ หัวจ่ายน้ำ fittings valves และอุปกรณ์อื่นๆ รวมถึงการเลือกสเปคและขนาดของท่อส่งน้ำที่เหมาะสม โดยในการเลือกและวางตำแหน่งหัวจ่าย ควรปรึกษาทางผู้ผลิตให้ถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถออกแบบตำแหน่งการวางหัวจ่ายได้เหมาะสมกับลักษณะงานที่ต้องการ ทั้งนี้ ข้อมูลที่สำคัญอีกอย่างที่ควรทราบก่อนการออกแบบ คือลักษณะภูมิศาตร์ของพื้นที่ ว่ามีตำแหน่งสูงต่ำคร่าวๆเท่าใด เพราะจะมีผลต่อ Head ที่ตำแหน่งต่างๆในพื้นที่ และในกรณีที่ตัวปัมป์อยู่สูงกว่าพื้นที่ที่ต้องการจ่ายน้ำพอสมควร อาจต้องมีการติดตั้งวาล์วสูญญากาศที่ต้นทางของท่อ เพื่อป้องกันการเกิดสูญญากาศในท่อ ซึ่งอาจทำให้ท่อยุบตัวหลังจากที่ปัมป์หยุดทำงาน

ในส่วนของการเลือกท่อส่งนั้น จะมีหลักการเบื้องต้นดังนี้

  • เลือกสเปคของแรงดันของท่อให้เหมาะสม เช่นในกรณีของท่อ PE ทางผู้ผลิตจะมีการแจ้งค่า Pressure nominal โดยจะระบุเป็น PN ของท่อ ตามด้วยตัวเลขแรงดันใช้งานในหน่วย bar เช่น PN6.3 หมายถึงท่อสำหรับใช้งานที่แรงดันปกติไม่เกิน 6.3 bar
  • เลือกขนาดท่อให้ Head loss ที่จะเกิดขี้นในท่อไม่ส่งผลให้เกิดปัญหาการจ่ายน้ำที่ไม่ทั่วถึง เช่นในกรณีของ sprinkler ที่ได้กล่าวมาแล้ว sprinkler แต่ละตัวควรจะเห็นแรงดันต่างกันประมาณไม่เกิน 20% ของแรงดันใช้งาน
  • เพื่อป้องกันความเสียหายของท่อส่งและการสูญเสียแรงดันที่มากเกินไป ควรออกแบบให้น้ำในท่อส่งมีอัตราเร็วของการไหลไม่เกิน 1.5 m/s

ในส่วนของการเลือกปัมป์น้ำนั้น ก่อนอื่น เราจำเป็นต้องคำนวณหา Head และอัตราไหลของน้ำที่ปัมป์ต้องจ่าย โดยในส่วนของอัตราไหลของน้ำนั้น จะคำนวณได้จากการรวมอัตราไหลของน้ำที่หัวจ่ายทุกหัวที่ต้องการเปิดใช้งานพร้อมกัน ส่วนค่า Head ที่ปัมป์จะต้องทำได้ จะประกอบไปด้วย††

  • ระยะความสูงของตัวปัมป์จากแหล่งน้ำ (suction lift)
  • Head loss ที่เกิดที่อุปกรณ์ต้นทาง (control) เช่น อุปกรณ์กรองน้ำ มาตรวัดน้ำ
  • Head loss ในท่อน้ำทั้งหมดจนถึงหัวจ่ายสุดท้ายของสาย
  • Head ที่หัวจ่ายใช้ในการทำงาน
  • ความแตกต่างของความสูงในพื้นที่เทียบกับตัวปัมป์ (อาจมีค่าเป็นลบได้ถ้าพื้นที่รดน้ำอยู่ต่ำกว่าตัวปัมป์)
  • Head loss ที่ fittings และ valves ต่างๆ

สำหรับ Head loss ที่ fittings และ valves อาจคิดคร่าวๆได้ โดยคิดเป็น 10% ของ Head ที่ปัมป์ต้องจ่ายโดยยังไม่รวมความแตกต่างของความสูงของพื้นที่ (นั่นคือ 10% ของ (suction lift+Head loss ในอุปกรณ์ต้นทาง+Head loss ในท่อน้ำทั้งหมดจนถึงหัวจ่าย+Head ที่หัวจ่ายใช้ในการทำงาน))

หมายเหตุ จะเห็นได้ว่าเราไม่ได้รวมเทอมของการเปลี่ยนแปลงพลังงานจลน์ (v2/2g ใน Bernoulli equation) เข้าใน Head ที่ปัมป์ต้องจ่าย เนื่องจากค่านี้มักจะไม่สูง โดยเฉพาะถ้าเราควบคุมอัตราเร็วน้ำไม่ให้เกิน 1.5 m/s

นอกจากนี้ ในการติดตั้งปัมป์ หากมีการดูดน้ำขึ้นจากแหล่งน้ำ ก็ควรคำนึงถึงตำแหน่งปัมป์ว่าจะสามารถติดตั้งได้สูงแค่ไหนจากแหล่งน้ำ (ดูหัวข้อการเลือกปัมป์น้ำ) และควรมีการติดตั้งหัวกะโหลกที่มีวาล์วกันน้ำไหลย้อน (foot valve) ที่ปลายสายดูด เพื่อให้มีน้ำเลี้ยงอยู่ในสายดูดตลอดเวลาถึงแม้ว่าจะปิดปัมป์ ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องล่อน้ำ (priming) ทุกครั้งก่อนที่จะใช้งาน ในส่วนของท่อส่งที่ออกจากปัมป์ก็ควรมีการติดตั้งวาล์วกันน้ำย้อนกลับ (check valve) ด้วยเช่นกัน เพื่อรักษาปัมป์ในกรณีที่มีแรงดันย้อนกลับจากระบบ

ตัวอย่างที่ 3: การออกแบบระบบน้ำ

irrigation design

พิจารณาระบบน้ำด้านบน ซึ่งต้องการจ่ายน้ำเพื่อรดน้ำแปลงผัก 2 แปลง โดยจะรดน้ำทีละแปลง (ใช้การสับวาล์ว) ไม่รดพร้อมกัน แต่ละแปลงมีขนาด 40x40m2 และอยู่ในระดับความสูงเดียวกันหมด โดยในแต่ละแปลง ต้องการรดน้ำโดยใช้ sprinkler โดยติดตั้งที่ทุกๆ 2x2m2 โดย sprinkler ที่ใช้มีแรงดันใช้งานที่ประมาณ 2 bar จ่ายน้ำที่ 50l/hr ที่ 2 bar และมีค่า x ที่ประมาณ 0.5

ให้ใช้ JQ,pipeของแผนภูมิตัวอย่าง A คำนวณหา

  • a) ขนาดของท่อที่เหมาะสมสำหรับสายส่ง lateral แต่ละเส้น (ท่อสีดำในรูป)
  • b) ขนาดของท่อที่เหมาะสมสำหรับสายส่งรอง (2nd) (ท่อสีม่วงในรูป)
  • c) ขนาดของท่อที่เหมาะสมสำหรับสายส่งหลัก (1st) (ท่อสีเขียวในรูป)
  • d) อัตราไหลและ Head ที่ปัมป์ต้องจ่าย

a) ออกแบบขนาดท่อส่ง lateral

จากรูป จะเห็นว่าในแต่ละสาย lateral จะมี sprinkler อยู่จำนวน N=40m/2m=20 ตัว ซึ่งเราสามารถหาค่า F ของ lateral ได้เป็น (โดยคิดว่าหัวจ่ายแรกอยู่ที่ระยะ 1 เมตรจากสายส่งรอง และใช้ m=2)

$$ F_{lat}=\frac{1}{2+1}+\frac{1}{2 \times 20}+\frac{\sqrt{2-1}}{6 \times 20^2}=0.359$$

จากหัวข้อที่แล้ว หากเราต้องการให้ sprinkler ตัวแรกและตัวสุดท้ายของสายมีอัตราจ่ายน้ำต่างกันไม่เกิน 10% เราต้องออกแบบให้หัวจ่ายเห็นแรงดันต่างกันไม่เกิน 20% นั่นคือ แรงดันสูญเสียในสาย lateral จะต้องไม่เกิน 0.2x2bar=0.4bar หรือ คิดเป็น Head loss ไม่เกิน 0.4/0.098=~4m ซึ่งถ้าเราใช้สูตร ของ manifold จะพบว่า

$$ ΔH_{lat,pipe}={ΔH_{lat,manifold} \over F_{lat}}={4 \over 0.359}=11.14m $$

นั่นคือ เราต้องเลือกสายที่สามารถจ่ายน้ำได้ที่

$$Q_{total,lat}= Q_{sprinkler} \times N_{sprinkler}=50 \times 20=1000l/hr$$ $$=\frac{1000}{3600}l/s=0.278l/s$$

และค่า JQ,pipe ต้องไม่เกิน

$$J_{Q,pipe,lat} \le {ΔH_{lat,pipe} \over L_{lat}}=\frac{11.14}{40}=0.279$$

ซึ่งหากเราตรวจสอบดูจากแผนภูมิ JQ,pipe ตัวอย่าง A จะเห็นได้ว่าที่ Q=0.278l/s นั้น ท่อ 16mm/PN12.5 จะให้ค่า JQ,pipe อยู่ที่ 50/100=0.5 ซึ่งมากเกินไป ดังนั้นเราต้องเลือกขนาดท่อที่ใหญ่ขี้นคือ ท่อ 20mm/PN12.5 (ไม่จำเป็นต้องเลือก PN16 เพราะแรงดันใช้งานของเราเพียงประมาณ 2 bar) ซึ่งจะให้ค่า JQ,pipe อยู่ที่ 16/100=0.16 ทั้งนี้ การเลือกท่อขนาดใหญ่ขึ้นก็เป็นสิ่งจำเป็นอยู่แล้ว เนื่องจากเราจำเป็นต้องเผื่อแรงดันที่จะต้องตกเพิ่มเติมในสายส่งรอง ซึ่งอาจส่งผลให้ Head loss เกิน 20% ได้

ทั้งนี้เราควรต้องเช็คด้วยว่าอัตราเร็วของน้ำในท่อจะเกิน 1.5m/s หรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ทันทีจากในแผนภูมิ JQ,pipe ตัวอย่าง A ว่าไม่เกิน จึงสามารถนำมาใช้งานได้ โดยเมื่อเราเลือกขนาดท่อที่ต้องการได้แล้ว เราจะสามารถคำนวณหา Head loss ในสาย lateral ได้ ดังนี้

$$ ΔH_{lat,manifold} = 0.359 \times 0.16\times 40=2.3m $$

b) ออกแบบขนาดท่อส่งรอง

สำหรับสายส่งรองนั้น เราก็สามารถใช้หลักการเดียวกันกับในข้อ a) ได้ อย่างไรก็ดี ในที่นี้ เราจะเห็นได้ว่าข้อกำหนดที่จะให้ Head loss ของ sprinkler ทุกๆตัวในระบบต่างกันไม่เกิน 4 m จะเหลือเป็น 4-2.3=1.7m (เนื่องจากเราทราบแล้วว่าสาย lateral มี Head loss จากต้นถึงปลายสายเป็น 2.3m อยู่แล้ว) ทั้งนี้ ในการคำนวณหาขนาดสายส่งรองนี้ เราสามารถคำนวณเพียง 1 แขนของสายส่ง จาก 4 แขน (ดูรูป) ซึ่งใน 1 แขน จะมีทางออกน้ำอยู่ N=1/2x40m/2m=10 จุด ซึ่งถ้าเราใช้ m ที่ 2.0 จะได้ว่า

$$ F_{2nd}=\frac{1}{2+1}+\frac{1}{2 \times 10}+\frac{\sqrt{2-1}}{6 \times 10^2}=0.385$$

และถ้าต้องการให้ Head loss ไม่เกิน 1.7m จะพบว่า

$$ ΔH_{2nd,pipe} = {ΔH_{2nd,manifold} \over F_{2nd}}={1.7 \over 0.385}=4.42m $$

นั่นคือ เราต้องเลือกสายที่สามารถจ่ายน้ำได้ที่

$$Q_{total,2nd}= Q_{lat} \times N_{lat}=1000 \times 10=10000l/hr$$ $$=\frac{10000}{3600}l/s=2.78l/s$$

และค่า JQ,pipe ต้องไม่เกิน

$$J_{Q,pipe,2nd} \le {ΔH_{2nd,pipe} \over L_{2nd}}=\frac{4.42}{20}=0.221$$

ซึ่งหากเราตรวจสอบดูจากแผนภูมิ JQ,pipe ตัวอย่าง A จะเห็นได้ว่าที่ Q=2.78l/s นั้น ท่อที่ให้ค่า JQ,pipe ต่ำกว่า 0.221 พอดี จะเป็นท่อ 40mm/PN6.3 อย่างไรก็ดี จะเห็นจากแผนภูมิว่า หากเลือก ท่อ 40mm/PN6.3 อัตราเร็วของน้ำจะสูงกว่า 2.5m/s (โดยเฉพาะในส่วนที่ใกล้ต้นทาง เพราะยังไม่มีการจ่ายน้ำออกไปแต่ละ lateral) ซึ่งจะมากกว่าเกณฑ์ 1.5m/s ที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น เราควรเลือกท่อที่ให้อัตราเร็วน้ำไม่เกิน 1.5m/s ที่ Q=2.78L/s ซึ่งจากแผนภูมิ จะพบว่าเราควรจะเลือกท่อ 63mm/PN6.3 ซึ่งจะให้ค่า JQ,pipe อยู่ที่ประมาณ 2.3m/100m

หลังจากที่เลือกขนาดท่อที่ต้องการแล้ว เราจะสามารถคำนวณหา Head loss ในสายส่งรองได้ ดังนี้

$$ ΔH_{2nd,manifold} = 0.385 \times 0.023 \times 20=0.177m $$

โดย ณ. เวลานี้ เราจะสามารถคำนวณหาแรงดันต่างระหว่าง sprinkler ตัวที่อยู่ใกล้ต้นทางที่สุดและตัวที่อยู่ห่างที่สุดได้เป็น

$$ΔH_{sprinkler,max}=ΔH_{2nd,manifold}+ΔH_{lat,manifold}=0.177+2.3$$ $$=2.48m$$

หรือคิดเป็น bar จะได้

$$ΔP_{sprinkler,max}=2.48 \times 0.098=0.24bar$$

ซึ่งจะยังคงน้อยกว่า 20% ของ 2 bar ตามที่ต้องการอยู่

c) ออกแบบขนาดท่อส่งหลัก

ในกรณีของสายส่งหลักนั้น เราไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องแรงดันที่จะทำให้ sprinkler จ่ายน้ำไม่เท่ากัน เพียงแต่พิจารณาในเรื่องแรงดันตกที่เรารับได้ และในอัตราเร็วน้ำที่ไม่เกิน 1.5 m/s ซึ่งในกรณีนี้ อัตราไหลของน้ำที่สายส่งหลักจะต้องจ่ายเพื่อรดหนึ่งแปลงผักจะเท่ากับ

$$Q_{total,1st}= 2 \times 10000l/hr=20m^3/hr=2 \times 2.78l/s=5.56l/s$$

ซึ่งเมื่อตรวจสอบจากแผนภูมิ JQ,pipe ตัวอย่าง A จะพบว่าที่ 5.56l/s ท่อขนาด 75mm/PN6.3 จะให้อัตราเร็วน้ำที่สูงกว่า 1.5m/s เล็กน้อย ดังนั้นจึงควรเลือก ท่อขนาดถัดไป คือ 90mm/PN6.3 ซึ่งมิได้แสดงในแผนภูมิตัวอย่าง A โดยเราสามารถดูที่แผนภูมิตัวอย่าง B ซึ่งจะได้ว่าที่ Q=5.56l/s จะให้ค่า JQ,pipe ประมาณ 13m/1000m ดังนั้นเราจะคำนวณหา Head loss ในสายส่งหลักนี้ได้เป็น

$$ ΔH_{1st,pipe} = J_{Q,90mmPN6.3} \times L_{1st}= \frac{13}{1000} \times 100=1.3m$$

หรือคิดเป็น bar จะได้

$$ΔP_{1st,pipe}=1.3 \times 0.098=0.127bar$$

d) คำนวณหาอัตราไหลและ Head ที่ปัมป์ต้องจ่าย

Head ที่ปัมป์ต้องทำให้ได้ สามารถคำนวณได้ดังนี้ (โดย Head loss ที่เกิดจากอุปกรณ์ต้นทาง เช่นเครื่องกรอง จำเป็นต้องคำนวณตามข้อมูลของผู้ผลิตนั้นๆ โดยในที่นี้ จะใช้ค่า 7m)

$$Head_{suction} = 3m$$ $$ΔHead_{control} = 7m$$ $$ΔHead_{1st,pipe} = 1.3m$$ $$ΔHead_{2nd,manifold} = 0.18m$$ $$ΔHead_{lateral,manifold} = 2.3m$$ $$Head_{sprinkler} = {2 \over 0.098} =20.41m$$

ซึ่งจะรวมได้เป็น

$$Head_{subtotal}=3+7+1.3+0.18+2.3+20.41=34.19m$$ $$ΔHead_{fittings}={10 \over 100} \times 34.19 =3.42m$$ $$ΔZ=Z_2-Z_1=1.5-3.0=-1.5m$$

เพราะฉะนั้น Head ที่ปัมป์ต้องทำให้ได้ คือ

$$Head_{pump}=34.19+3.42-1.5=36.1m$$

หรือคิดเป็น bar ได้

$$P_{pump}=36.1 \times 0.098 =3.54 bar$$

ที่

$$Q_{pump}=20 m^{3}/hr $$

ในการเลือกปัมป์น้ำ มีแผนภูมิ 4 อย่างที่ควรต้องรู้จักและทำความเข้าใจเสียก่อน ซึ่งแผนภูมิทั้งสี่นี้แสดงค่า 4 อย่างที่อัตราไหลต่างๆ ดังแสดงในรูปตัวอย่างข้างล่างนี้ (Source: Pedrollo 2CP Series-Characteristic curves and performance data)

pump curves

1.แผนภูมิ Q-H (Head vs. Flow rate)

เป็นแผนภูมิหลักที่สำคัญที่สุดในการเลือกปัมป์ โดยจะแสดง Head ที่อัตราไหลต่างๆที่ปัมป์ทำได้ โดยลักษณะสำคัญของแผนภูมินี้ คือ Head หรือแรงดันสูดสุดที่ปัมป์ทำได้จะเกิดขี้นที่อัตราไหลเป็นศูนย์ (เช่นในขณะที่ปัมป์ทำงาน แต่ปิดวาล์วทุกวาล์วในระบบ) และ Head ที่ปัมป์ทำได้จะลดลงตามปริมาณน้ำที่ปัมป์์ต้องจ่ายเพิ่มขี้น

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก่อนที่จะทำการเลือกปัมป์เราจำเป็นต้องทราบก่อนว่าระบบน้ำของเราต้องการ Head และอัตราไหลที่เท่าไหร่ ที่ปัมป์จะต้องจ่าย (ดูจากหัวข้อที่แล้ว) แล้วจึงเลือกปัมป์ที่สามารถตอบสนองจุดทำงานนั้นได้ ทั้งนี้ ควรที่จะเลือกจุดทำงานที่ใกล้กับจุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของปัมป์ ซึ่งสามารถดูได้จากแผนภูมิถัดไป


2.แผนภูมิ Q-η (Efficiency vs. Flow rate)

โดยทั่วไปหากมิได้ระบุชัดเจนเป็นอย่างอื่น ประสิทธิภาพนี้คือประสิทธิภาพของตัวปัมป์ในส่วนที่ทำให้เกิดแรงดันน้ำ (ซึ่งยังมิได้รวมส่วนของประสิทธิภาพของมอเตอร์) ซึ่งคำนวณได้จาก

$$η_p = {P_H \over P_2} = {\rho g Q H \over P_2} $$

โดย

ηp คือประสิทธิภาพของปัมป์น้ำ

PH คือกำลังที่ปัมป์ส่งให้น้ำ (W)

P2 คือกำลังขาเข้าที่เพลาปัมป์ (W)

ρ คือ ความหนาแน่นของน้ำ หน่วย (Kg/m3)

g คือ อัตราเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก (9.81 m2/s)

Q คืออัตราไหลของน้ำ (m3/s)

H คือ Head (m)

ดังที่ได้กล่าวแล้ว การเลือกปัมป์ควรเลือกให้จุดทำงานอยู่ใกล้จุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ในขณะเดียวกันก็ควรมีการเผื่อในกรณีที่ต้องมีการจ่ายน้ำที่อัตราสูงขี้นบ้างเช่นกัน


3.แผนภูมิ Q-P2 (Power into pump shaft vs. Flow rate)

แผนภูมินี้แสดงค่าสุทธิของกำลังที่ต้องส่งให้เพลาของปัมป์ เพื่อให้ได้อัตราไหลและแรงดันตามที่แผนภูมิ Q-H แสดง


4.แผนภูมิ Q-NPSH (Net Positive Suction Head vs. Flow rate)

NPSH คือ ค่าแรงดัน(สุทธิ)ที่ต่ำที่สุดที่ของเหลวต้องมี ณ.ขาเข้าของปัมป์ เพื่อไม่ให้เกิดโพรงอากาศในตัวปัมป์ขณะที่ปัมป์ทำงาน โดยค่า NPSH นี้ จะสูงขี้นเมื่อปัมป์ต้องจ่ายน้ำที่อัตราสูงขี้น

pump npsh diagram

ค่า NPSH นี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า เราจะสามารถติดตั้งปัมป์ที่ความสูงที่สุดเท่าไหร่จากผิวน้ำของแหล่งน้ำที่ปัมป์ต้องดูดขี้นมา โดยจะคำนวณได้จาก

$$h_{max} = H_b - H_f - NPSH - H_v -H_s $$

hmax คือ ความสูงที่มากที่สุดที่ตัวปัมป์จะอยู่สูงจากผิวน้ำของแหล่งน้ำได้

Hb คือความดันบรรยากาศที่ผิวน้ำของแหล่งน้ำ ซึ่งจะขี้นอยู่กับความสูงของพื้นที่เทียบกับระดับน้ำทะเล

Hf คือ Head Loss ในสายดูด

NPSHoperating คือ ค่า NPSH ที่อ่านได้จากแผนภูมิ โดยควรอ่านที่อัตราไหลสูงสุดที่ต้องการใช้งาน

Hv คือ ความดันไอของน้ำ (water vapour pressure) (ดูค่าที่อุณภูมิต่างๆได้ที่ตารางล่างสุดในหน้าเวปนี้)

Hs คือ Safety factor ของ Head ซึ่งโดยปกติ จะตั้งที่ 0.5-1m เว้นแต่ในของเหลวมีก๊าซอยู่

ตัวอย่างที่ 4: การเลือกปัมป์และการคำนวณ hmax จาก NPSH

จากตัวอย่างที่ 3 ให้เลือกปัมป์จากแผนภูมิของปัมป์ที่แสดงด้านบนนี้ และให้คำนวณหาความสูงที่มากที่สุดที่ตัวปัมป์จะอยู่สูงจากผิวน้ำของแหล่งน้ำได้ โดยพื้นที่ที่ติดตั้งปัมป์อยู่ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร และให้คิดว่าสายดูดมี Head loss ~0.5m

จากตัวอย่างที่ 3 เราได้คำนวณแล้วว่าปัมป์ต้องสามารถจ่ายน้ำได้ ที่ 20 m3/hr และ Head=36.1m ซึ่งจากข้อมูลในแผนภูมิ Q-H ของปัมป์ จะพบว่าที่ Q=20 m3/hr ปัมป์ 2CP40/180C จะสามารถให้ Head ที่ประมาณ 38 เมตร ซึ่งตรงกับที่เราต้องการ ส่วนปัมป์ 2CP40/180B จะให้ Head ที่ประมาณ 55 เมตร ซึ่งจะให้ Head ที่สูงเกินไป (อย่างไรก็ดี เราก็สามารถเลือกใช้ปัมป์ตัวนี้ได้เช่นเดียวกัน แต่อาจต้องมีการหรี่วาล์วพอสมควร หรืออาจต้องมีการติดตั้ง pressure regulator ซึ่งทั้ง 2 วิธีจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงาน) จึงควรเลือกปัมป์ 2CP40/180C อย่างไรก็ดี หากมีตัวเลือกปัมป์มากกว่านี้ก็ควรที่จะเลือกปัมป์ให้อยู่ในช่วงที่มีประสิทธิภาพสูงกว่านี้ และมี safety factor มากกว่านี้ เพราะในระยะยาวปัมป์อาจมีการเสื่อมสภาพจากการสึกหรอและอาจทำให้ไม่สามารถทำ Head ได้ตามที่ต้องการ หรือ ผิวด้านในของท่อส่งอาจมีความหยาบมากขี้นเนื่องจากการเกิดตะกรัน เป็นต้น ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องเลือกปัมป์ตัวนี้ เราก็อาจออกแบบระบบเพื่อให้มี safety factor เพิ่มขี้น ยกตัวอย่างเช่น เราอาจเลือกใช้ท่อ lateral ที่มีขนาดใหญ่ขี้นเช่น เป็นท่อขนาด 25mm/PN8 แทน ซึ่งจะทำให้ Head ที่ปัมป์ต้องทำลดลงเป็น 34.3m หรือเราอาจเลือกใช้ ตัวกรองน้ำที่ใหญ่ขี้น เพื่อให้ Head loss ที่ต้นทางลดลง เป็นต้น

เมื่อเราเลือกปัมป์ได้แล้ว เราก็สามารถคำนวณหาค่าความสูงที่มากที่สุดที่ตัวปัมป์จะอยู่สูงจากผิวน้ำของแหล่งน้ำได้ โดยเริ่มจากการอ่านค่า NPSH ที่จุดใช้งานก่อน ซึ่งจะได้ว่า NPSH=~3.7เมตร สำหรับปัมป์ 2CP40/180C ที่ 20m3/hr

ต่อไป เราต้องคำนวณหาความดันบรรยากาศ ซึ่งจะหาได้จาก (Source:--LINK--)

$$P_{atmospheric} = 101325 \times (1 - 2.25577 \times 10^{-5} Z_{abs})^{5.25588}$$ $$=101325 \times (1 - 2.25577 \times 10^{-5} 400)^{5.25588}=96611Pa$$

หรือคิดเป็น Head ได้

$$H_b={96611/9792}=9.87m$$

ส่วน ความดันไอ Hv สามารถหาได้จากตารางข้างล่าง สำหรับน้ำที่ 20°C จะได้เป็น 0.2337 bar หรือ =2.4m และถ้าเราคิด safty factor Hs ที่ 1m จะได้ว่า

$$h_{max} = H_b - H_f - NPSH - H_v -H_s $$ $$=9.87-0.5-3.7-2.4-1=2.27m$$

ดังนั้นหากเลือกใช้ปัมป์ตัวนี้ เราอาจไม่สามารถวางปัมป์ที่ตำแหน่ง 3 เมตรสูงจากแหล่งน้ำตามในรูปตัวอย่างได้ แต่จำเป็นต้องเลื่อนตำแหน่งปัมป์ลงอยู่ที่ตำแหน่งใกล้ผิวน้ำไม่ให้เกินประมาณ 2.3 เมตรจากผิวน้ำ ทั้งนี้ เราไม่จำเป็นต้องคำนวณค่าอื่นๆใหม่เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่มีผลต่อ Head รวมในระบบ (มีผลเพียงเล็กน้อยสำหรับการคำนวณ fittings 10%)

ตารางแสดงค่าคุณสมบัติของน้ำที่อุณหภูมิต่างๆ

อุณหภูมิ (°C)
ความหนาแน่น
(Kg/m3)
ความดันไอ
(bar)
ความหนืดเชิงไดนามิค
(10-3 Pa·s)
0
999.8
0.00611
1.787
5
1000
0.00872
1.519
10
999.7
0.01227
1.307
20
998.2
0.02337
1.002
30
995.7
0.04241
0.798
40
992.3
0.07375
0.653
50
988.0
0.12335
0.547
60
983.2
0.19920
0.467
70
977.7
0.3116
0.404
80
971.6
0.4736
0.355
90
965.2
0.7011
0.315
100
958.1
1.0133
0.282
Source: J.E. Christiansen,"Irrigation by Sprinkling"--LINK--
††Source: A.P. Savva and K.Frenken,"Irrigation Manual, Volume IV" --LINK--